ยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฎก

posted on 18 Jul 2010 14:41 by bentyben
๑.
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา สัมมาสัมพุทโธ วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา วิชชาจะระณะสัมปันโน วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา สุคะโต วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา โลกะวิทู วัจจะโส ภะคะวา
๒.
อะระหัง ตัง สะระณัง คัจฉามิ
อะระหัง ตัง สิระสา นะมามิ
สัมมาสัมพุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
สัมมาสัมพุทธัง สิระสา นะมามิ
วิชชาจะระณะสัมปันนัง สิระสา นะมามิ
สุคะตัง สะระณัง คัจฉามิ
สุคะตัง สิระสา นะมามิ
โลกะวิทัง สะระณัง คัจฉามิ
โลกะวิทัง สิระสา นะมามิ
๓.
อิติปิ โส ภะคะวา อะนุตตะโร วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา ปุริสะธัมมะสาระถิ วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา สัตถา เทวะมะนุสสานัง วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา พุทโธ วัจจะโส ภะคะวา
๔.
อะนุตตะรัง สะระณัง คัจฉามิ
อะนุตตะรัง สิระสา นะมามิ
ปุริสะทัมมะสาระถิ สะระณัง คัจฉามิ
ปุริสะทัมมะสาระถิ สิระสา นะมามิ
สัตถา เทวะมะนุสสานัง สะระณัง คัจฉามิ
สัตถา เทวะมะนุสสานัง สิระสา นะมามิ
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
พุทธัง สิระสา นะมามิ
๕.
อิติปิ โส ภะคะวา รูปะขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา เวทะนาขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา สัญญาขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา สังขาระขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา วิญญาณะขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา
๖.
อิติปิ โส ภะคะวา ปะถะวีจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา
ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา เตโชจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา
ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา วาโยจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา
ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อาโปจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา
ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อากาสะจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา
ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
๗.
อิติปิ โส ภะคะวา ยามาธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ตุสิตาธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา นิมมานะระติธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา กามาวะจะระธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
๘.
อิติปิ โส ภะคะวา รูปาวะจะระธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ปะฐะมะฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ทุติยะฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ตะติยะฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา จะตุตถะฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ปัญจะมาฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
๙.
อิติปิ โส ภะคะวา อากาสานัญจายะตะนะเนวะสัญญานา
สัญญายะตะนะอะรูปาวะจะระธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา วิญญาณัญจายะตะนะ เนวะสัญญานา
สัญญายะตะนะอะรูปาวะ จะระธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อากิญจัญญายะตะนะ เนวะสัญญานา
สัญญายะตะนะ อะรูปาวะ จะระธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
๑๐.
อิติปิ โส ภะคะวา โสตาปะฏิมัคคะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สะกิทาคาปะฏิมัคคะ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะนาคาปะฏิมัคคะ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัตตะปะฏิมัคคะ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
๑๑.
อิติปิ โส ภะคะวา โสตาอะระหัตตะ ปะฏิผะละธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สะกิทาคาอะระหัตตะ ปะฏิผะละธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะนาคาอะระหัตตะ ปะฏิผะละธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
๑๒.
กุสะลา ธัมมา
อิติปิ โส ภะคะวา
อะ อา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ชมภูทีปัญจะอิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
นะโม พุทธายะ
นะโม ธัมมายะ
นะโม สังฆายะ
ปัญจะ พุทธา นะมามิหัง
อา ปา มะ จุ ปะ
ที มะ สัง อัง ขุ
สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ
อุ ปะ สะ ชะ สุ เห ปา สา ยะ
โส โส สะ สะ อะ อะ อะ อะ นิ
เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว
อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ ภุ พะ
อิ สวา สุ สุ สวา อิ
กุสะลา ธัมมา
จิตติวิอัตถิ
๑๓.
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง
อะ อา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
สา โพธิ ปัญจะ อิสาะโร ธัมมา
๑๔.
กุสะลา ธัมมา
นันทะวิวังโก
อิติ สัมมาพุทโธ
สุ คะ ลา โน ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
จาตุมะหาราชิกา อิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
อิติ วิชชาจะระณะสัมปันโน
อุ อุ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตาวะติงสา อิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
นันทะ ปัญจะ สุคะโต โลกะวิทู
มะหาเอโอ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ยามา อิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
พรหมมาสัททะ
ปัญจะ สัตตะ
สัตตาปาระมี
อะนุตตะโร
ยะมะกะขะ
ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
๑๕.
ตุสิตา อิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
ปุ ยะ ปะ กะ
ปุริสะทัมมะสาระถิ
ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
๑๖.
นิมมานะระติ อิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
เหตุโปวะ
สัตถา เทวะมะนุสสานัง
ตะถา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
๑๗.
ปะระนิมมิตะ อิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
สังขาระขันโธ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา
รูปะขันโธ พุทธะปะผะ
ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
๑๘.
พรหมมา อิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
นัจจิปัจจะยา วินะปัญจะ ภะคะวะตา ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ
นะโม พุทธัสสะ
นะโม ธัมมัสสะ
นะโม สังฆัสสะ
พุทธิลา โลกะลา กะระกะนา
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุ
หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ ฯ
๑๙.
นะโม พุทธัสสะ นะโม ธัมมัสสะ นะโม สังฆัสสะ
วิตติ วิตติ วิตติ มิตติ มิตติ จิตติ จิตติ
อัตติ อัตติ มะยะสุ สุวัตถิ โหนตุ
หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ
๒๐.
อินทะสาวัง มะหาอินทะสาวัง
พรหมะสาวัง มะหาพรหมะสาวัง
จักกะวัตติสาวัง มะหาจักกะวัตติสาวัง
เทวาสาวัง มะหาเทวาสาวัง
อิสิสาวัง มะหาอิสิสาวัง
มุนีสาวัง มะหามุนีสาวัง
สัปปุริสาวัง มะหาสัปปุริสาวัง
พุทธะสาวัง ปัจเจกะพุทธะสาวัง
อะระหัตตะสาวัง สัพพะสิทธิวิชชาธะรานังสาวัง สัพพะโลกา
อิริยานังสาวัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
๒๑.
สาวัง คุณัง วะชะพะลัง เตชัง วิริยัง สิทธิกัมมัง นิพพานัง
โมกขัง คุยหะกัง
ถานัง สีลัง ปัญญานิกขัง ปุญญัง ภาคะยัง ตัปปัง สุขัง
สิริรูปัง จะตุวีสะติเสนัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุ
หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ
๒๒.
นะโม พุทธัสสะ นะโม ธัมมัสสะ นะโม สังฆัสสะ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ
สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ
นะโม อิติปิโส ภะคะวา
๒๓.
นะโม พุทธัสสะ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ
สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ
นะโม สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
๒๔.
นะโม ธัมมัสสะ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ
สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ
นะโม สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
๒๕.
นะโม ธัมมัสสะ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ
สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ
นะโม สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
๒๖.
นะโม สังฆัสสะ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญาขันโธ
สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ
นะโม สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ วาหะปะริตตัง
๒๗.
นะโม พุทธายะ
มะอะอุ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา
ยาวะ ตัสสะ หาโย
นะโม อุอะมะ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา
อุ อะมะ อาวันทา
นะโม พุทธายะ
นะ อะ กะ ติ นิ สะ ระ นะ
อา ระ ปะ ขุ ธัง มะ อะ อุ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา

บทพิจารณาสังขาร

posted on 03 May 2009 10:26 by bentyben

(ทำทุกเวลาทำวัตรเช้าและเวลาเข้านอน)

สัพเพ  สังขารา  อะนิจจา

สังขารคือร่างกายจิตใจ  และรูปธรรมนามธรรมทั้งหมดทั้งสิ้นไม่เที่ยง 

เกิดขึ้นแล้วดับไป  มีแล้วหายไป,

สัพเพ  สังขารา  ทุกขา

สังขารคือร่างกายจิตใจ  และรูปธรรมนามธรรมทั้งหมดทั้งสิ้นเป็นทุกข์ทนยาก 

เพราะเกิดขึ้นแล้วเจ็บตายไป,

สัพเพ  ธัมมา  อะนัตตา

สิ่งทั้งหลายทั้งปวง  ทั้งที่เป็นสังขารและมิใช่สังขารทั้งหมดทั้งสิ้นไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน 

ไม่ควรถือว่าเรา  ว่าของเรา  ว่าตัวว่าตนของเรา,

อะธุวัง  ชีวิตัง

ชีวิตเป็นของไม่ยั่งยืน,

ธุวัง  มะระณัง

ความตายเป็นของยั่งยืน,

อะวัสสัง  มะยา  มะริตัพพัง

อันเราจะพึงตายเป็นแท้,

มะระณะปะริโยสานัง  เม  ชีวิตัง

ชีวิตของเรามีความตายเป็นที่สุดรอบ,

ชีวิตัง  เม  อะนิยะตัง

ชีวิตของเราเป็นของไม่เที่ยง,

มะระณัง  เม  นิยะตัง

ความตายของเราเป็นของเที่ยง,

วะตะ

ควรที่จะสังเวช

อะยัง  กาโย

ร่างกายนี้

อะจิรัง

มิได้ตั้งอยู่นาน,

อะเปตะวิญญาโณ

ครั้นปราศจากวิญญาณ,

ฉุฑโฑ

อันเขาทิ้งเสียแล้ว,

อะธิเสสสะติ

จักนอนทับ,

ปะฐะวิง

ซึ่งแผ่นดิน,

กะลิงคะรัง  อิวะ

ประดุจดังว่าท่อนไม้และท่อนฟืน,

นิรัตถัง

หาประโยชน์มิได้,

อะนิจจา  วะตะ  สังขารา

สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ,

อุปปาทะวะยะธัมมิโน

มีความเกิดขึ้นแล้วมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา,

อุปปัชชิตวา  นิรุชฌันติ

ครั้นเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป,

เตสัง  วูปะสะโม  สุโข.

ความเข้าไปสงบระงับสังขารทั้งหลาย  เป็นสุขอย่างยิ่ง  ดังนี้ฯ

คำทำวัตรเย็น

posted on 30 Apr 2009 20:12 by bentyben
 
 

บททำวัตรเย็น (แปล)

 

คำบูชาพระรัตนตรัย

 อะระหัง  สัมมาสัมพุทโธ  ภะคะวา,

พระผู้มีพระภาคเจ้า, เป็นพระอรหันต์,  ดับเพลิงทุกข์สิ้นเชิง,

 ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง;

พุทธัง  ภะคะวันตัง  อะภิวาเทมิ

ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า,  ผู้รู้  ผู้ตื่น  ผู้เบิกบาน.

(กราบ)

สวากขาโต  ภะคะวาตา  ธัมโม,

พระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า,  ตรัสไว้ดีแล้ว;

ธัมมัง  นะมัสสามิ.

ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม.

(กราบ)

สุปะฏิปันโน  ภะคะวะโต  สาวะกะสังโฆ,

พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า, ปฏิบัติดีแล้ว;

สังฆัง  นะมามิ.

ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์.

(กราบ) 

 

 คำทำวัตรเย็น

(หันทะ  มะยัง  พุทธัสสะ  ภะคะวะโต  ปุพพะภาคะนะมะการัง  กะโรมะ  เส)

นะโม  ตัสสะ  ภะคะวะโต,

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น;

อะระหะโต,

ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส;

สัมมาสัมพุทธัสสะ.

ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง.

(๓  ครั้ง)

 

๑.  พุทธานุสสติ

(หันทะ  มะยัง  พุทธานุสสะตินะยัง  กะโรมะ  เส.)

 ตัง  โข  ปะนะ  ภะคะวันตัง  เอวัง  กัลยาโณ  กิตติสัทโท  อัพภุคคะโต,

ก็กิตติศัพท์อันงามของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น  ได้ฟุ้งไปแล้วอย่างนี้ว่า  :-

อิติปิ  โส  ภะคะวา,

เพราะเหตุอย่างนี้ๆ  พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น;

อะระหัง,

เป็นผู้ไกลจากกิเลส;

สัมมาสัมพุทโธ,

เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง;

วิชชาจะระณะสัมปันโน,

เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ;

สุคะโต,

เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี;

โลกะวิทู,

เป็นผู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง;

อะนุตตะโร  ปุริสะทัมมะสาระถิ,

เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า;

สัตถา  เทวะมะนุสสานัง,

เป็นครูผู้สอนของเทวดา  และมนุษย์ทั้งหลาย;

พุทโธ,

เป็นผู้รู้  ผู้ตื่น  ผู้เบิกบานด้วยธรรม;

ภะคะวาติ.

เป็นผู้มีความจำเริญ  จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์  ดังนี้.

 

๒.  พุทธาภิคีติ

(หันทะ  มะยัง  พุทธาภิคีติง  กะโรมะ  เส,)

พุทธะวาระหันตะวะระตาทิคุณาภิยุตโต,

พระพุทธเจ้าประกอบด้วยคุณ  มีความประเสริฐแห่งอรหันตคุณเป็นต้น;

สุทธาภิญาณะกะรุณาหิ  สะมาคะตัตโต,

มีพระองค์อันประกอบด้วยพระญาณ  และพระกรุณาอันบริสุทธิ์;

โพเธสิ  โย  สุชะนะตัง  กะมะลังวะ  สูโร,

พระองค์ใด  ทรงกระทำชนที่ดีให้เบิกบาน  ดุจอาทิตย์ทำบัวให้บาน;

 วันทามะหัง  ตะมะระณัง  สิระสา  ชิเนนทัง.

ข้าพเจ้าไหว้พระชินสีห์  ผู้ไม่มีกิเลส  พระองค์นั้น  ด้วยเศียรเกล้า;

พุทโธ  โย    สัพพะปาณีนัง  สะระณัง  เขมะมุตตะมัง,

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด  เป็นสรณะอันเกษมสูงสุด  ของสัตว์ทั้งหลาย;

  ปะฐะมานุสสะติฏฐานัง  วันทามิ  ตัง  สิเรนะหัง,

ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น  อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกองค์ที่หนึ่ง 

ด้วยเศียรเกล้า;

พุทธัสสาหัสมิ  ทาโส (ทาสี) วะ  พุทโธ  เม  สามิกิสสะโร,

 ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า  พระพุทธเจ้าเป็นนายมีอิสระเหนือข้าพเจ้า;

พุทโธ  ทุกขัสสะ  ฆาตา  จะวิธาตา  จะ  หิตัสสะ  เม,

พระพุทธเจ้าเป็นเครื่องกำจัดทุกข์  และทรงไว้ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า;

พุทธัสสาหัง  นิยยาเทมิ  สะรีรัญชีวิตัญจิทัง,

ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้  แด่พระพุทธเจ้า;

วันทันโตหัง (ตีหัง)  จะริสสามิ  พุทธัสเสวะ  สุโพธิตัง,

ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม  ซึ่งความตรัสรู้ดีของพระพุทธเจ้า;

 นัตถิ  เม  สะระณัง  อัญญัง  พุทโธ  เม  สะระณัง  วะรัง,

 สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี  พระพุทธเจ้าเป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า;

เอเตนะ  สัจจะวัชเชนะ  วัฑเฒยยัง  สัตถุสาสะเน,

ด้วยการกล่าวคำสัจจ์นี้  ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา;

พุทธัง  เม  วันทะมาเนนะ  (มานายะ)  ยัง  ปุญญัง  ปะสุตัง  อิธะ,

ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระพุทธเจ้า  ได้ขวนขวายบุญใดในบัดนี้;

สัพเพปิ  อันตะรายา  เม  มาเหสุง  ตัสสะ  เตชะสา.

อันตรายทั้งปวง  อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า  ด้วยเดชแห่งบุญนั้น.

(หมอบกราบ)

 กาเยนะ  วาจายะ  วะ  เจตะสา  วา,

ด้วยกายก็ดี  ด้วยวาจาก็ดี  ด้วยใจก็ดี;

 พุทเธ  กุกัมมัง ปะกะตัง  มะยา  ยัง,

กรรมน่าติเตียนอันใด  ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้วในพระพุทธเจ้า;

พุทโธ  ปฏิคคัณหะตุ  อัจจะยันตัง,

ขอพระพุทธเจ้า  จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น;

กาลันตะเร  สังวะริตุง  วะ  พุทเธ.

เพื่อการสำรวมระวัง  ในพระพุทธเจ้า  ในกาลต่อไป.

 

๓.  ธัมมานุสสติ

(หันทะ  มะยัง  ธัมมานุสสะตินะยัง  กะโรมะ  เส.)

  สวากขาโต  ภะคะวะตา  ธัมโม,

พระธรรมเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว;

สันทิฏฐิโก,

  เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ  พึงเห็นได้ด้วยตนเอง;

อะกาลิโก,

เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้  และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล;

เอหิปัสสิโก,

เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า  ท่านจงมาดูเถิด;

โอปะนะยิโก,

เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว;

ปัจจัตตัง  เวทิตัพโพ  วิญญูหีติ.

เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน  ดังนี้.

 

๔.  ธัมมาภิคีติ

(หันทะ  มะยัง  ธัมมาภิคีติง  กะโรมะ  เส.)

สวากขาตะตาทิคุณะโยคะวะเสนะ  เสยโย,

พระธรรม  เป็นธรรมที่ประเสริฐเพราะประกอบด้วยคุณ 

คือความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว  เป็นต้น;

โย  มัคคะปากะปะริยัตติวิโมกขะเภโท,

เป็นธรรมอันจำแนกเป็น  มรรค  ผล  ปริยัติ  และนิพพาน;

ธัมโม  กุโลกะปะตะนา  ตะทะธาริธารี,

เป็นธรรมทรงไว้ซึ่งผู้ทรงธรรม  จากการตกไปสู่โลกที่ชั่ว;

วันทามะหัง  ตะมะหะรัง  วะระธัมมะเมตัง,

ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมอันประเสริฐนั้น  อัันเป็นเครื่องขจัดเสียซึ่งความมืด;

ธัมโม  โย  สัพพะปาณีนัง  สะระณัง  เขมะมุตตะมัง

พระธรรมใด  เป็นสรณะอันเกษมสูงสุด  ของสัตว์ทั้งหลาย;

ทุติยานุสสะติฏฐานัง  วันทามิ  ตัง  สิเรนะหัง,

ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมนั้น,  อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกองค์ที่สอง  ด้วยเศียรเกล้า;

 ธัมมัสสาหัสมิ  ทาโส (ทาสี)  วะ  ธัมโม  เม  สามิกิสสะโร,

ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระธรรม  พระธรรมเป็นนาย  มีอิสระเหนือข้าพเจ้า;

ธัมโม  ทุกขัสสะ  ฆาตา  จะ  วิธาตา  จะ  หิตัสสะ  เม,

พระธรรมเป็นเครื่องกำจัดทุกข์  และทรงไว้ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า;

ธัมมัสสาหัง  นิยาเทมิ  สะรีรัญชีวิตัญจิทัง,

ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้  แด่พระธรรม;

วันทันโตหัง  (ตีหัง)  จะริสสามิ  ธัมมัสเสวะ  สุธัมมะตัง

ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม  ซึ่งความเป็นธรรมดีของพระธรรม;

นัตถิ  เม  สะระณัง  อัญญัง  ธัมโม  เม  สะระณังวะรัง,

สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี  พระธรรมเป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า;

เอเตนะ  สัจจะวัชเชนะ  วัฑเฒยยัง  สัตถุสาสะเน,

ด้วยการกล่าวคำสัจจ์นี้  ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา;

ธัมมัง  เม  วันทะมาเนนะ  (มานายะ)  ยัง  ปุญญัง  ปะสุตัง  อิธะ,

ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระธรรม  ได้ขวนขวายบุญใดในบัดนี้;

สัพเพปิ  อันตะรายา  เม  มาเหสุง  ตัสสะ  เตชะสา,

อันตรายทั้งปวง  อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า  ด้วยเดชแห่งบุญนั้น.

(หมอบกราบ)

กาเยนะ  วาจายะ  วะ  เจตะสา  วา,

ด้วยกายก็ดี  ด้วยวาจาก็ดี  ด้วยใจก็ดี;

ธัมเม  กุกัมมัง  ปะกะตัง  มะยา  ยัง,

กรรมน่าติเตียนอันใด  ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว  ในพระธรรม;

ธัมโม  ปฏิคคัณหะตุ  อัจจะยันตัง,

ขอพระธรรมจงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น;

กาลันตะเร  สังวะริตุง  วะ  ธัมเม.

เพื่อการสำรวมระวัง  ในพระธรรม  ในการต่อไป.

 

๕.  สังฆานุสสติ

(หันทะ  มะยัง  สังฆานุสสะตินะยัง  กะโรมะ  เส.)

สุปะฏิปันโน  ภะคะวะโต  สาวะกะสังโฆ,

สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า  หมู่ใด  ปฏิบัติดีแล้ว;

อุชุปะฏิปันโน  ภะคะวะโต  สาวะกะสังโฆ,

สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า  หมู่ใด  ปฏิบัติตรงแล้ว;

ญายะปะฏิปันโน  ภะคะวะโต  สาวะกะสังโฆ,

สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า  หมู่ใด 

ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว;

สามีจิปะฏิปันโน  ภะคะวะโต  สาวะกะสังโฆ,

สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า  หมู่ใด  ปฏิบัติสมควรแล้ว;

ยะทิทัง,

ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ;

 จัตตาริ  ปุริสะยุคานิ  อัฏฐะ  ปุริสะปุคคะลา,

คู่แห่งบุรุษ  ๔  คู่  นับเรียงตัวบุรุษได้  ๘  บุรุษ;

 เอสะ  ภะคะวะโต  สาวะกะสังโฆ,

นั่นแหละ  สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า;

อาหะเนยโย,

เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา;

ปาหุเนยโย,

เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ;

ทักขิเณยโย,

เป็นผู้ควรรับทักษะณาทาน;

อัญชะลีกะระณีโย,

เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี;

อะนุตตะรัง  ปุญญักเขตตัง  โลกัสสาติ.

เป็นเนื้อนาบุญของโลก  ไม่มีนาุบุญอื่นยิ่งกว่า  ดังนี้.

 

๖.  สังฆาภิคีติ

(หันทะ  มะยัง  สังฆาภิคีติง  กะโรมะ  เส.)

สัทธัมมะโช  สุปะฏิปัตติคุณาทิยุตโน,

พระสงฆ์ที่เกิดโดยพระสัทธรรม  ประกอบด้วยคุณมีความปฏิบัติดี  เป็นต้น;

โยฏฐัพพิโธ  อะริยะปุคคะละสังฆะเสฏโฐ,

เป็นหมู่แห่งพระอริยบุคคลอันประเสริฐ  แปดจำพวก;

สีลาทิธัมมะปะวะราสะยะกายะจิตโต,

มีกายและจิต  อันอาศัยธรรมมีศีลเป็นต้น  อันบวร;

 วันทามะหัง  ตะมะริยานะคะณัง  สุสุทธัง,

ข้าพเจ้าไหว้หมู่แห่งพระอริยะเจ้าเหล่านั้น  ผู้บริสุทธิ์ด้วยดี;

สังโฆ  โย  สัพพะปาณีนัง  สะระณัง  เขมะมุตตะมัง,

พระสงฆ์  หมู่ใด  เป็นสรณะอันเกษมสูงสุด  ของสัตว์ทั้งหลาย;

ตะติยานุสสะติฏฐานัง  วันทามิ  ตัง  สิเรนะหัง,

ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์หมู่นั้น  อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกองค์ที่สามด้วยเศียรเกล้า;

สังฆัสสาหัสมิ  ทาโส  (ทาสี)  วะ  สังโฆ  เม  สามิกิสสะโร,

ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระสงฆ์  พระสงฆ์เป็นนาย  มีอิสระเหนือข้าพเจ้า;

สังโฆ  ทุกขัสสะ  ฆาตา  จะ  วิธาตา  จะ  หิตัสสะ  เม,

พระสงฆ์เป็นเครื่องกำจัดทุกข์  และทรงไว้ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า;

สังฆัสสาหัง  นิยยาเทมิ  สะรีรัญชีวิตัญจิทัง,

ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้  แด่พระสงฆ์;

วันทันโตหัง  (ตีหัง)  จะริสสามิ  สังฆัสโสปะฏิปันนะตัง,

ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม  ซึ่งความปฏิบัุติดีของพระสงฆ์;

นัตถิ  เม  สะระณัง  อัญญัง  สังโฆ  เม  สะระณัง  วะรัง,

สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี  พระสงฆ์เป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า;

เอเตนะ  สัจจะวัชเชนะ  วัฑเฒยยัง  สัตถุสาสะเน,

ด้วยการกล่าวคำสัจจ์นี้  ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา;

สังฆัง  เม  วันทะมาเนนะ  (มานายะ)  ยัง  ปุญญัง  ปะสุตัง  อิธะ,

ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระสงฆ์,  ได้ขวนขวายบุญใด  ในบัดนี้;

 สัพเพปิ  อันตะรายา  เม  มาเหสุง  ตัสสะ  เตชะสา.

อันตรายทั้งปวง  อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า  ด้วยเดชแห่งบุญนั้น.

(หมอบกราบ)

กาเยนะ  วาจายะ  วะ  เจตะสา  วา,

ด้วยกายก็ดี  ด้วยวาจาก็ดี  ด้วยใจก็ดี;

สังเฆ  กุกัมมัง  ปะกะตัง  มะยา  ยัง,

กรรมน่าติเตียนอันใด  ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว  ในพระสงฆ์;

สังโฆ  ปะฏิคคัณหะตะ  อัจจะยันตัง,

ขอพระสงฆ์  จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น;

กาลันตะเร  สังวะริตุง  วะ  สังเฆ.

เพื่อการสำรวมระวัง  ในพระสงฆ์ในกาลต่อไป

(จบคำทำวัตรเย็น)

 

อภิณหปัจจเวกขณปาฐะ

(หันทะ  มะยัง  อะภิณหะปัจจะเวกขะณะปาฐัง  ภะณามะ  เส)

 ชะราธัมโมมหิ  ชะรัง  อะนะตีโต  (อะนะตีตา)

เรามีความแก่เป็นธรรมดา  จะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้,

พยาธิธัมโมมหิ  พยาธิง  อะนะตีโต  (อะนะตีตา)

เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา  จะล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไม่ได้,

มะระณะธัมโมมหิ  มะระณัง  อะนะตีโต  (อะนะตีตา)

เรามีความตายเป็นธรรมดา  จะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้

สัพเพหิ  เม  ปิยะหิ  มะนาเปหิ  นานาภาโว  วินาภาโว

เราจะละเว้นเป็นต่างๆ  คือว่า  เราจะต้องพลัดพราก

จากของรักของเจริญใจทั้งหลายทั้งปวง,

กัมมัสโกมหิ  กัมมะทายาโท  กัมมะโยนิ  กัมมะพันธุ  กัมมะปะฏิสะระโณ,

เรามีกรรมเป็นของตน  มีกรรมเป็นแดนเกิด  มีกรรมเป็นผู้ติดตามมีกรรมเป็ฯที่พึ่งอาศัย,

ยัง  กัมมัง  กะริสสามิ  กัลยาณัง  วา  ปาปะกัง  วา  ตัสสะ  ทายาโท  ภะวิสสามิ,

เราทำกรรมอันใดไว้  เป็นบุญหรือเป็นบาป  เราจะเป็นทายาท  คือ

ว่าเราจะต้องได้รับผลของกรรมนั้นๆ  สืบไป,

 เอวัง  อัมเหหิ  อะภิณหัง  ปัจจะเวกขิตัพพัง.

เราทั้งหลาย  ควรพิจารณาอย่างนี้ทุกวันๆ  เถิดฯ